(หาคำตอบได้แล้ว!!) วิธีใช้กราฟนาที/วัน/เดือน อย่างง่าย

เพราะมีเพื่อนๆหลายคนสงสัยว่า คนที่เค้าใช้กราฟเวลาต่างๆ เช่น นาที, วัน, เดือนน่ะ ใช้ทำไม? ใช้ยังไง? ใช้เมื่อไหร่? ช่วยการลงทุนในหุ้นจริงๆหรอ? จึงเป็นภารกิจของเรดาร์แมนที่จะหาคำตอบมาให้ครับ!! (หางานให้ตัวเองซะงั้น) 

ปกติเวลาเราเข้าไปที่หน้าโปรไฟล์หุ้นในสต็อกเรดาร์ เมื่อเรากดต่อเข้าไปที่หน้ากราฟราคาแบบ Candlestick เราสามารถ Setting แท่งเทียน เปลี่ยน Timeframe ให้แท่งเทียนหนึ่งแท่งเป็นกรอบเวลาใดเวลาหนึ่งได้ ที่ช่อง “Period” เช่น 1 day, 1 week, 1 month ซึ่งในแอพก็ยังมีกรอบเวลารายนาที เช่น 1 นาที, 3 นาที, 30 นาที, และ 60 นาที ผมก็งงวิธีใช้กราฟเหมือนกัน เลยมุ่งหน้าไปหากลุ่มนักลงทุนที่ใช้กราฟ ถามคำถามเหล่านี้ไปรัวๆ และที่น่าแปลกใจครับ กลับเจอคำถามสวนกลับมาว่า “คุณเป็นนักลงทุนระยะไหนล่ะ” ผมก็ตอบไปเลย “ทุกระยะครับ!” 55555555 เกือบโดนมะเหงก

พี่ๆอธิบายให้ฟังต่อว่า ที่ต้องถามระยะไหนก่อน “เพราะจะได้ใช้กราฟราคาให้เหมาะสมกับสไตล์ตัวเอง” ว่ากันง่ายๆ ถ้าลงทุนระยะยาว ถือหุ้นนานหลายปี คุณจะมาตื่นเต้นกับกราฟนาทีทำไม (ก็ถูกของเค้านะ) พี่เค้าเลยเริ่มอธิบายการใช้กรอบเวลาของแท่งเทียนในกราฟแบบ Candlestick ว่าการลงทุนในตลาดมีเครื่องมืออยู่มากมาย

 

เราแค่หยิบใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา และเหมาะสมกับสถานการณ์

 

และที่เค้ามีกรอบเวลาของแท่งเทียนให้เยอะแยะ ก็ให้เราเลือกใช้ในหลายมิติ นั่นคือ
(1) ใช้กรอบเวลาใหญ่ เพื่อมองภาพรวมว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าภาพใหญ่เจอราคาพักตัว วิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ เค้าก็หลีกเลี่ยงที่จะซื้อในช่วงนี้ เพราะซื้อไป ราคาก็อาจจะยังไม่ค่อยขยับ
(2) ใช้กรอบเวลากลาง เป็นตัวช่วยหาจังหวะซื้อขาย และให้เราเห็นสัญญาณที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ เช่น Volume เยอะ เมื่อราคาเริ่มวิ่งขึ้นรึเปล่า ถ้าใช่ ก็ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจ เพราะมี Volume เป็นสัญญาณคอนเฟิร์ม
(3) ใช้กรอบเวลาเล็ก เป็นตัวช่วยดูสัญญาณเตือน เพราะภาพเล็กขยับก่อนภาพใหญ่เสมอ

….ผมก็อ๋อ!! เข้าใจครับ Timeframe เล็กใหญ่ แต่เท่าไหนถึงเรียกภาพใหญ่ภาพเล็กล่ะครับ?

พี่เค้าตอบกลับมาว่า “ก็คำถามแรกนั่นล่ะ น้องเป็นนักลงทุนระยะไหน” พี่เค้าเลยยกตัวอย่าง Timeframe ที่เหมาะกับนักลงทุนทั้ง 3 ระยะมาเป็นตัวอย่าง ให้เราเอาไปปรับใช้ครับ

1. ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาว (ถือนานเป็นปี หรือหลายปี) 
มองภาพใหญ่ ใช้ Period : Month
มองภาพกลาง ใช้ Period : Week
มองภาพเล็ก ใช้ Period : Day

2. ถ้าเป็นนักลงทุนระยะกลาง (ถือนานเป็นเดือน หรือหลายเดือน)
มองภาพใหญ่ ใช้ Period : Week
มองภาพกลาง ใช้ Period : Day
มองภาพเล็ก ใช้ Period : 60 Min หรือ 30 Min

3. ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้น (ถือนานเป็นวัน หรือสัปดาห์)
มองภาพใหญ่ ใช้ Period : Day
มองภาพกลาง ใช้ Period : 60 Min หรือ 30 Min
มองภาพเล็ก ใช้ Period : 15 Min หรือ 5 Min

 

 

และนี่เป็นเพียงคำแนะนำจากพี่ๆที่ใช้กราฟ Timeframe ต่างๆเป็นตัวช่วยในการลงทุนครับ ไม่ใช่กฏหลักตายตัว ไม่จำเป็นต้องเชื่อ 100% ขอแค่รับฟังแล้วปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา และเหมาะสมกับสถานการณ์ตามที่พี่เค้าบอกครับ >___<

ขอบคุณพี่ๆทุกท่านที่แบ่งปันความรู้และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ
ขอบคุณครับ ❤

3 ความต่าง ตารางธาตุเคมีกับตารางธาตุหุ้น

ถ้าเคยเรียนวิชาเคมี คงคุ้นเคยกับตารางนึงมาก นั่นคือ “ตารางธาตุ” นั่นเอง ที่เป็นตารางใช้แสดงรายชื่อธาตุเคมี ซึ่งจัดเรียงบนพื้นฐานของเลขอะตอม (จำนวนโปรตอนในนิวเคลียส) การจัดเรียงอิเล็กตรอน และสมบัติทางเคมี อ้าวๆๆๆ อย่าเพิ่งง่วงกัน ที่เอามาเล่าให้ฟัง เพราะมันเกี่ยวกับตารางธาตุหุ้นครับ!!

 

คือว่า ตารางธาตุเคมีเค้าใช้บอกความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของธาตุแต่ละตัว และใช้ทำนายสมบัติของธาตุใหม่ ธาตุที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือธาตุที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งทีมงาน StockRadars ก็เห็นว่า เอ้ย!! แนวคิดดีนะ แค่มองตารางก็เห็นความสัมพันธ์หลายๆอย่างแล้ว

มันเลยเกิดสิ่งนี้ขึ้น ปิ๊ง!! “ตารางธาตุหุ้น”

table (2)

 

สรุปความต่างของตารางธาตุเคมี กับ ตารางธาตุหุ้น

  1. สีพื้นหลัง

ตารางธาตุเคมี แสดงถึงหมู่ของธาตุที่เกิดจากความเป็นโลหะ

ตารางธาตุหุ้น แสดงถึงการเปลี่ยนของราคา (เขียว คือราคาขึ้น, แดง คือราคาลง, โทนสีเข้มและอ่อน แทนความหมาย มากหรือน้อย)

  1. เรียงจากซ้ายไปขวา

ตารางธาตุเคมี ธาตุจะถูกเรียงตามพลังงานไอออไนเซชันและอิเล็กโทรเนกาติวิตีจากน้อยไปมาก

ตารางธาตุหุ้น หุ้นจะถูกเรียงตามมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) หรือบางทีเรียกสั้นๆว่า “Market Cap” จากน้อยไปมาก ซึ่งคิดจาก ราคาปิดของหุ้น × ปริมาณหุ้นจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์

  1. เรียงจากบนลงล่าง

ตารางธาตุเคมี ธาตุจะถูกเรียงตามรัศมีอะตอมจากน้อยไปมาก

ตารางธาตุหุ้น หุ้นจะถูกเรียงตามสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ “P/E” จากน้อยไปมาก

 

สามารถเปิดดูตารางหุ้น ได้ที่แอพพลิเคชั่น “StockRadars” ใน iPad หรือ Tablet เมื่อเข้าไปที่ “Radars” ต่างๆ จะมีรายชื่อหุ้นที่มีสัญญาณเรดาร์นั้นออกมา เราสามารถปรับให้เป็นตารางธาตุหุ้นด้วยการกดเครื่องหมายขยายหน้าจอครับ

 

สุดท้ายคงต้องขอบคุณ “ดมีตรี เมนเดเลเยฟ” ผู้คิดค้นตารางธาตุคนแรกของโลก ที่จุดประกายไอเดียให้เรานำวิธีการอ่านค่าบนตารางแบบง่ายมาใช้เป็นตัวช่วยให้นักลงทุนอ่านความสัมพันธ์ของหุ้นได้ง่ายขึ้นครับ

 

****วิธีการอ่านค่าตารางธาตุหุ้น มีเฉพาะในแอพพลิเคชั่น StockRadars เท่านั้น

หุ้นกับหวย ต่างกันตรงไหน?

lott stock

 

หวย

รู้รึเปล่า?? หวยเป็นการพนันโดยผู้เสี่ยงทายต้องเลือกหรือซื้อหมายเลข แล้วรอการออกรางวัล ซึ่งโรงหวยในประเทศไทยเกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2375 (184 ปีก่อน) ในสมัยรัชกาลที่ 3 ช่วงที่ก่อตั้งโรงหวย เป็นช่วงที่ขาดแคลน ข้าวยากหมากแพง คนไม่ยอมนำเงินมาใช้ เอาเงินไปฝังไว้ในดิน จึงแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการตั้งหวย และในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการออกล็อตเตอรีขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อหารายได้บำรุงการกุศล จนกระทั่งรัฐบาลภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 (84 ปีก่อน) ได้ให้มีการออกล็อตเตอรี่เป็นประจำ และในปี พ.ศ. 2482 (77 ปีก่อน) ได้มีการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้มีการออกล็อตเตอรี่เป็นประจำ การเล่นหวยจึงได้เปลี่ยนมาใช้เลขท้ายของล็อตเตอรี่ ซึ่งก็มีรางวัลอยู่หลากหลาย โอกาสถูกรางวัลก็ไม่เท่ากัน เช่น เราซื้อสลากที่ราคา 80 บาท เรามีโอกาสถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 1% มีความเสี่ยงที่จะไม่ถูก 99% แต่ถ้าถูกรางวัลจะได้เงินประมาณ 12.5 เท่าของเงินทุน แต่ถ้ารางวัลที่ 1 มูลค่า 3,000,000 บาท เรามีโอกาสถูก 0.0001% มีความเสี่ยงที่จะไม่ถูก 99.9999% แต่ถ้าถูกรางวัลจะได้เงินประมาณ 37,500 เท่าของเงินทุน High Risk, High Return จริงๆนะ 555555

 

หุ้น

หุ้นคือ ตราสารที่ออกโดยบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือ สหกรณ์ เพื่อหาเงินทุน มาขยายบริษัทหรือชำระหนี้ โดยบางคนบอกว่าเล่นหุ้นก็เหมือนเล่นพนัน, ไม่แพ้ก็ชนะ, เสี่ยง 50:50 ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นได้นะ ถ้าเราลงทุนในหุ้นด้วยทัศนคติแบบนั้น แต่ถ้าเราลงทุนหุ้นด้วยทัศนคติอีกแบบล่ะ? ลองมองหุ้นเป็นธุรกิจดูครับ

นักลงทุนที่มองหุ้นเป็นธุรกิจ จะเลือกลงทุนในธุรกิจที่น่าสนใจ ลงเงินไปในธุรกิจนั้น แล้วเติบโตไปกับมัน มีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท คล้ายๆกับมีทีมงานมาบริหารธุรกิจให้ และสิ่งที่แตกต่างกันของหุ้นกับหวยคือหุ้นไม่มีวันหมดอายุ ยกเว้นบริษัทปิดกิจการ หรือบางท่านอาจจะมองหุ้นเป็นการเก็งกำไร จะมีวิธีเก็งกำไร และวิธีจำกัดความเสี่ยงที่หลากหลาย…..โดยวิธีเก็งกำไรที่นิยมกัน เช่น การวิเคราะห์ราคาหุ้นในอดีต จะเข้าซื้อหุ้นในราคาถูกแล้วขายในราคาที่แพงขึ้น ส่วนวิธีจำจำกัดความเสี่ยงที่นิยมก็มักจะเป็นการจำกัดเงินที่ยอมเสียได้ ยกตัวอย่างเช่น มีเงินในพอร์ต 1,000 บาท ถ้ายอมเสียได้ 100 บาท ก็คือ 10% พวกเขาจะจำกัดความเสี่ยงไว้แค่นี้ ถ้าซื้อแล้วผิดทางหรือซื้อแล้วราคาลง จนเงินติดลบ 100 บาท เขาจะยอมขายหุ้นนั้นออกมา….ว่ากันง่ายๆก็คือ “ยอมเสียได้ แต่เสียให้น้อย” ตรงนี้ก็แล้วแต่ใครจะเลือกหุ้นแบบไหน มีสัญญาณอะไร หรือแนวโน้มราคาเป็นแบบไหน ทั้งหมดอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเองเลยครับ

 

ในฐานะที่ผมเป็นผู้เสี่ยงโชคในหวยและลงทุนในหุ้น ก็ขอสรุปความต่างของหุ้นกับหวยไว้ประมาณนี้ครับ…. สำหรับหวย ความเสี่ยงและโอกาสได้กำไรถูกกำหนดมาแล้ว สำหรับหุ้น เรากำหนดความเสี่ยงเองได้ ส่วนกำไรคงต้องสุดแล้วแต่หุ้นจะให้ หรือสุดแล้วแต่เราจะหาหุ้นที่ขึ้นไปถึงเป้าหมายราคาแบบที่เราต้องการได้ “ทุกอย่างใช้เวลา ทุกอย่างมีความเสี่ยง เพียงแค่มากหรือน้อยเท่านั้นครับ”

 

อยากลองเล่นหุ้น เริ่มต้นที่ไหนดี

 

“ก่อนเล่นหุ้นจริง น่าจะมีเงินปลอมให้ลองเล่นก่อนเน๊อะ”
ครับ!! หลายคนหาโปรแกรมทดลองซื้อขายหุ้น เพื่อลองกดส่งคำสั่งซื้อขายด้วยเงินปลอม แต่รู้ไหม มีเมนูหนึ่งในแอพพลิเคชั่นสต็อกเรดาร์ที่มีเงินปลอมให้ลองซื้อหุ้นด้วย

ทั้งหมดนี้อยู่ที่เมนู “Portfolio” ครับ เปิดขึ้นมา เราจะพบกับเครื่องหมาย + ที่มุมบนขวา คลิ๊กที่เครื่องหมายบวก เพื่อซื้อหุ้นเข้าพอร์ต และจะมีช่องให้กรอกต่อว่า จะซื้อหุ้นอะไร? จำนวนกี่หุ้น? และวันที่เท่าไหร่? กรอกครบ ก็จะมีหุ้นตัวนั้นเข้ามาอยู่ใน Portfolio เรา

และที่สำคัญมีฟังก์ชั่น “Portfolio Clinic” สรุปผลการลงทุนของพอร์ตเรา เช่น พอร์ตนี้ผมเน้นลงทุนในหุ้น SET100 กระจายลงทุนในหุ้นกลุ่ม Prop, Com และ Food เท่าๆกัน P/E กับ ปันผม (Yield) ของพอร์ตก็มีประมาณนี้

และถ้าคุณอยากลองใช้เมนูนี้ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่นี่เลย (ฟรี)

 

วิธีแยกแยะ “หุ้นพื้นฐาน” กับ “หุ้นเก็งกำไร” เบื้องต้น (ต้องรู้!!)

ในตลาดหุ้นย่อมมีทั้งหุ้นที่มี “พื้นฐานดี” กับหุ้นที่พื้นฐานไม่ดีนักหรือ “หุ้นเก็งกำไร” ลองไปดูกันว่าเบื้องต้นเราจะแยกแยะหุ้นสองประเภทนี้ได้อย่างไร

 

หนึ่ง..ผลประกอบการ หุ้นพื้นฐานดีมักจะมีผลประกอบการที่เติบโตสม่ำเสมอ อาจจะไม่หวือหวาถึงหลักร้อยเปอร์เซนต์แต่จะโตทุกปี ส่วนหุ้นเก็งกำไรจะมีผลประกอบการที่ไม่สม่ำเสมอ บางปีจะเติบโตสูงแต่ปีต่อมาจะโตลดลง หรือมีกำไรสลับขาดทุน

 

สอง..วอลลุ่มซื้อขายและการเคลื่อนไหวของราคา หุ้นพื้นฐานดีมักจะมีวอลลุ่มซื้อขายที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นเก็งกำไรจะมีปริมาณซื้อขายที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น มีวอลลุ่มเข้ามาหนาเป็นพิเศษเป็นบางครั้งบางคราวในช่วงเวลาสั้นๆจากนั้นก็จะมีวอลลุ่มที่บางลง รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาซื้อขายของหุ้นพื้นฐานมักจะเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แต่หุ้นเก็งกำไรบางครั้งราคาจะวิ่งไปชนซิลลิ่งหรือร่วงลงฟลอร์ได้ในวันเดียว

 

สาม..ข่าวในตลาด หุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดีมักจะมีหลักธรรมาภิบาลสูงด้วย เช่น จะไม่เห็นข่าวลือต่างๆตามสื่อ จะเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการหลังแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แล้วเท่านั้น ขณะที่หุ้นเก็งกำไรมักจะมีข่าวลือตามสื่อต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ความเห็นหรือคาดการณ์

 

สี่..การรบกวนผู้ถือหุ้น หุ้นที่มีพื้นฐานดีจะมีฐานะทางการเงินและเครดิตที่ดี ทำให้ไม่ต้องรบกวนผู้ถือหุ้นด้วยการเพิ่มทุนหรือใช้เครื่องมือการเงินอื่นๆอย่างวอแรนท์มากนัก ส่วนหุ้นเก็งกำไรบางตัวมีการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างพร่ำเพรื่อ เช่น เพิ่มทุนบ่อยครั้งและต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นบ่อยครั้ง

 

ห้า..อัตราส่วนทางการเงิน หุ้นพื้นฐานดีมักจะมีอัตราส่วนทางการเงินต่างๆที่สมเหตุสมผล เช่น ค่าพีอีระดับเลขสองหลัก แต่หุ้นเก็งกำไรบางครั้งอาจจะมีค่าพีอีถึงระดับร้อยเท่าหรือบางครั้งก็ต่ำมากๆ ซึ่งบางครั้งไม่สมเหตุผล

สุดท้ายอย่าลืมว่าทั้งหมดเป็นเพียงการแยกประเภทในเบื้องต้น การลงทุนในหุ้นยังมีอีกหลายๆแง่มุมที่ควรรู้ ยังไงไปศึกษาเพิ่มเติมกันต่อนะ ^.^ สู้ๆๆๆๆๆๆๆ