ห๊ะ!! อะไรนะ!! มีเส้นใหญ่ในกราฟหุ้น

รับเส้นใหญ่ เส้นเล็ก หรือเส้นหมี่ดีคร้าบบบบบบบบบ

เส้นที่ว่าในกราฟหุ้นก็คือ “เส้นค่าเฉลี่ย” ชื่อ Simple Moving Average และ Exponencial Moving Average

เป็นเส้นสี ลอยทับอยู่บนกราฟราคาครับ (ในรูปมี 3 เส้น คือ EMA5, EMA10, EMA50) และ “เส้นใหญ่” ก็คือเส้นที่เอาราคาเฉลี่ยย้อนหลังมากวันกว่ามาคิด อย่างเช่น EMA50 ก็คือการใช้ราคาย้อนหลัง 50 วันมาหาค่าเฉลี่ย ทำแบบนี้ทุกวัน ก็ออกมาเป็นเส้นอยู่บนกราฟ ส่วน “เส้นเล็ก” ก็คือเส้นที่เอาราคาเฉลี่ยย้อนหลังน้อยวันกว่ามาคิดครับ (ในที่นี้น้อยสุดคือ EMA5)

และยิ่งกว่านั้นมีหลายคนใช้เรดาร์ชื่อ “Crossover” เป็นสัญญาณ เล็ง, เตือน หรือดูนิสัยของหุ้นได้ด้วยนะ….


1. รู้นิสัยหุ้นด้วยเส้น

หุ้นก็เหมือนคน มีนิสัยส่วนตัว บางทีก็ชอบทำอะไรซ้ำๆ และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เช่น หุ้นในภาพ ตอนนิสัยดี ราคาขึ้น ชอบย่อเล็กๆ ให้นักลงทุนตื่นเต้น (เสียววาบ) แต่ถ้าเรารู้จักนิสัยเค้า จะไม่ตกใจเลย ….เรากลับเข้าใจเค้าด้วยซ้ำ ว่าถ้าย่อลง แต่มีเส้นค่าเฉลี่ย EMA35 รองรับอยู่ เค้ามักจะกลับขึ้นมาได้ เพราะเค้านิสัยแบบนี้…..แต่ก็ไม่ทุกกรณีนะ ถ้าเกิดเจ๊แกนิสัยเปลี่ยน (อ้าว เปลี่ยนเป็นเจ๊เฉย – -‘) ก็อาจใส่อารมณ์เข้ามา นิสัยเปลี่ยน ก็ระวังๆไว้ให้ดี (ผู้หญิงนี่อารมณ์แปรปรวนเน๊าะ _*_)

2. Crossover เล็งจังหวะซื้อขาย 

เส้นเล็กตัดเส้นใหญ่ขึ้น : เล็งซื้อ แสดงราคาในระยะใกล้กลับตัวขึ้นเร็ว

เส้นเล็กตัดเส้นใหญ่ลง : เล็งขาย แสดงราคาในระยะใกล้กลับตัวลงเร็ว

  (สัญญาณนี้อยู่ในเรดาร์กลุ่ม Crossover นะ)

3. ให้เส้นเป็นสัญญาณเตือน

เพราะเส้นอยู่ได้ทุกที่ เราสามารถใช้เส้นเป็นสัญญาณเตือนภาพเล็กได้ด้วย เช่น เราถือหุ้นนาน ดูภาพใหญ่ period : week แต่ช่วงนี้ราคาดูงงๆ ดูภาพเดียวก็ไม่ค่อยแน่ใจ …ตรงนี้หลายคนใช้ Period เล็กลงมาช่วยลดความกังวล (เช่น Day) จับสัญญาณ crossover แล้วจับตาดู เพราะบางกรณีภาพเล็กตัดลง ให้รู้ก่อนว่าราคาน่าจะลงจริงจัง หรือบางครั้งภาพเล็กตัดลงแล้ว sideway ต่อ….ให้รู้ว่าไม่ลงจริง อาจแค่พักฐาน ไม่ต้องตกใจไป

กราฟไม่เคยพูด กราฟชอบแสดงให้เห็น

 

สรุป ‬คุณสามารถใช้เส้นเป็นได้ทั้งตัวช่วยหรือตัวป้องกันก็ได้ เพียงแค่เรียนรู้ และนำไปปรับใช้ ….จะรับส้นเล็กหรือเส้นใหญ่ก็สั่งได้ที่นี่เลยนะจ๊าาาาาา (ฟรี)

ปล. เปิดดูเมนูเลือกเส้นได้ที่เรดาร์ Crossover

หรือเข้าไปปรุงเองได้ที่ Setting หน้ากราฟราคาของหุ้นทุกตัวได้นะจ๊ะ ^_^)

5 ต. ต้องตามตอนหุ้นตก

ตลาดแดงแบบนี้จะทำยังไงดีนะ ช้อนดี? หรือจะหนีดี? พวกเราหลายคนก็บอกว่า เห้ยยยยย อย่าไปเก็บเหรียญบาทตัดหน้าสิบล้อเลยนะ มันอันตราย ครับ!! ก็เข้าใจนะว่ายังไง พวกเราก็อยากซื้อของถูกอยู่แล้ว แต่สถานการณ์แบบนี้ ใจร่มๆ ค่อยๆ ดูดีดีกว่าครับ

1) ตั้งสติ
ในภาวะตลาด Panic ข่าวร้ายเข้ามามากมาย อย่างแรกที่เม่าน้อยอย่างพวกเราควรทำคือ “ตั้งสติ” ครับ อย่าเพิ่งตื่นตูมตามข่าวมากนัก เพราะข่าวที่เข้ามาอาจจะไม่มีผลกับพื้นฐานหุ้นเรา และถ้าเราไม่ตั้งสติ กดขายไปตามอารมณ์เลย ก็อาจจะทำให้แผนที่เราวางไว้ตั้งแต่แรกผิดไปด้วยเลยครับ

2) ติดตาม
ช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดครับ และลองวิเคราะห์กันต่อ ว่าข่าวร้ายที่เข้ามา จะกระทบต่อเศรษฐกิจระดับไหนมั๊ย แล้วส่งผลทำให้หุ้นที่เราสนใจทำมาค้าขายยากขึ้นรึเปล่า?

3) ตรวจสอบ
จังหวะนี้เงินในพอร์ตที่เรามีอยู่สำคัญที่สุดครับ ต้องตรวจสอบเป็นอย่างดีว่ายังตรงกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้มั้ย มีตัวไหนที่ตั้งใจว่าจะคัทลอส ที่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ลงมาจนถึงยี่สิบแล้วแต่ก็ยังตัดใจไม่ลงบ้างรึเปล่า

4) ตัดใจ
ถ้าหุ้นบางตัวแสดงผลงานออกมาไม่ดี อาจจะเกิดจากที่เราเลือกซื้อผิดจังหวะเอง หรือข่าวที่ว่ามันกระทบกับผลงานของหุ้นเรา ตรงนี้เราคงต้องตัดใจแล้วครับ อาจจะถึงเวลาคัทลอส ทำตามแผน การคิดว่าหุ้นตกมาขนาดนี้แล้วคงไม่ตกไปมากกว่านี้อันตรายมาก เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ครับ

5) เตรียมตัว
ช่วงนี้มักจะเป็นจังหวะหาของดีของใครหลายๆคนครับ เพราะอย่างที่บอก ข่าวไม่ได้กระทบถึงผลงานหุ้นจริงๆ บางทีผลงานที่เค้าเพิ่งประกาศออกมา อาจจะดีมากด้วย แต่แค่ยังไม่ใครสนใจ จังหวะเลยเป็นจังหวะที่ดีในการเตรียมตัวซื้อรอบใหม่ฮะ

ยังไงจังหวะนี้พวกเราก็ระวังๆ หน่อยนะครับ หาโอกาสในวิกฤตให้เจอ และอย่าลืมว่าตลาดลงก็ยังมีคนได้ตังค์นะ 
ตลาดหุ้นอะไรก็เกิดขึ้นได้

ห๊ะ!! อะไรนะ!! มีเกมแขวนคอในกราฟหุ้น ??

เกมแขวนคอ : Hanging Man
จาก Uptrend พบแท่งเทียนมี Body เล็กๆและมีหางยาวลงมา 2 เท่าของ Body หรือยาวมากกว่านั้น มักพบในการกลับทิศของราคา แสดงการกลับทิศลง (Bearish)

 

hanging man

 

จำเกมนี้ได้ไหมครับ ช้าเมื่อไหร่ โดนแขวนคอเมื่อนั้น ไม่ได้บอกว่าช้าไม่ดีนะครับ ถ้าระหว่างทาง มีสัญญาณมาเตือน บอกว่ามันอาจจะกลับตัวนะ แต่ถ้าเรากำลังขับรถไปเชียงใหม่ ไม่ใช่หน้าปากซอย แค่สัญญาณเตือนแบบไฟเหลือง คงไม่มีความหมายอะไรกับการเดินทางของเรามาก จริงไหมครับ

ราคาก่อนหน้านี้ ราคามีทิศทางที่ดี ขึ้นมาตลอด แต่อยู่ๆ ก็มาเหวี่ยงหางยาวๆ นาทีนี้ เป็นใครก็ต้องตกใจ จริงไหมครับ นี่จึงสัญญาณเตือนว่าตอนนี้ คนส่วนใหญ่ตกใจและ แท่งต่อไปอาจมีคนเทขายนะ ระวังๆหน่อย แต่จะขายมากหรือขายน้อยก็ว่ากันอีกทีครับ

#รู้ก่อนดีกว่า #จับมือรวยไปด้วยกัน ครับ #StockRadarsTeam

ตลาดลงแรง ใช้เรดาร์อะไรดี

ธุรกิจที่ดี ยิ่งราคาตก แต่พื้นฐานยังดีเหมือนเดิม บางท่านจะมองว่าตอนนี้หุ้น Undervalue หรือราคาอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง พวกเรามักจะมองว่า อ้อ!! แบบนี้ เดี๋ยวราคามันก็จะกลับมาสู่มูลค่าที่แท้จริงเอง ครับ!! เหมือนเราถูกราคาหลอก จริงๆแล้ว Value ของหุ้นนั้นมีสูงมาก ถ้าเราเห็น และเก็บไว้ได้ก่อน ก็เหมือนเราซื้อของได้ในราคาถูกนั่นล่ะครับ

 


และเรดาร์ที่มักจะอยู่ในลิสต์เพื่อหาหุ้นที่ว่า มีดังนี้ครับ

1) Business Growth
หาธุรกิจที่มีผลงานดี เช่น มีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี

2) Selected Fundamental
อีกหนึ่งเรดาร์กลุ่มพื้นฐานที่นักลงทุนสนใจครับ อย่างเช่น เรดาร์หาหุ้นที่มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของยอดขายดีที่สุด 3 อันดับแรกใน Sector ของตัวเอง

3) Crossover
และเมือเลือกเรดาร์พื้นฐาน หาหุ้นที่ตรงตามสเปคได้แล้วเรดาร์ในกลุ่ม Crossover ก็จะเป็นตัวช่วยในการหาจังหวะเข้าซื้อที่ดีได้ครับ เช่น เลือกหุ้นที่ติดเรดาร์ “EMA 10 Above 30” เพื่อหาจังหวะที่ EMA 10 ตัด EMA 30 ขึ้นครับ บางท่านบอกว่า เป็นทิศทางการกลับตัวขึ้นสเตจแรกๆเลยนะ เพราะค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ 10 วันล่าสุด มีค่าน้อยกว่า หรือราคาในวันนี้ วิ่งได้เร็วกว่าค่าเฉลี่ย 30 วันแล้ว

และกลุ่มเรดาร์ที่ว่านี่ก็เป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมาก ในช่วงตลาดโหดๆ แบบนี้ครับ และเค้าก็ว่ากันว่า ไม่จำเป็นหรอกครับ ที่หุ้นที่ดีที่สุด จะต้องติดเรดาร์ดีทุกอัน ขอแค่มีดี ผลงานมีโชว์ หุ้นก็เติบโต โอ้โหกำไรงาม ฮ่าๆๆๆ (มาเป็นกลอนเลยนะ)

5 พฤติกรรม การลงทุนที่ผิดทาง

 

 

1. “ซื้อ” ตอนมีข่าวดี
ข่าวดีๆ มักจะเป็น “จุดขาย” ของนักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้น หากจะซื้อช่วงนี้ ก็ขอให้ดูดีๆหน่อยครับ

2. ไม่เข้าใจเรื่องบการเงินจริงๆ
งบการเงิน คือ การรายงานผลทางการเงินที่เกิดขึ้นมาแล้ว ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
ซึ่งมันคือ “อดีต” และการไล่ดูงบการเงินย้อนหลังแต่ละปีที่ผ่านๆมานั้น ก็เพื่อดู “แนวโน้มการเติบของบริษัท” และนักลงทุนจะ “ทำนายและเข้าซื้อ” โดยมีความเชื่อว่ามันอาจจะดี แต่รอบคอบอีกหน่อยครับ ดู Time Frame สั้นๆด้วย เช่น ดูยอดขายและรายงานการประชุมทุกๆเดือนของบริษัทที่สนใจลงทุน มันน่าจะมีโอกาสดีๆ หรือซ่อนอยู่ครับ

3. ตีความเครื่องมือผิดๆ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า Indicators แต่ละตัวนั้นมันสามารถทำอะไรได้บ้าง และความเชื่อมโยงของ Indicators ต่างๆนั้น สามารถนำมาอธิบายได้อย่างไร และมีความเป็นเหตุเป็นผลเพียงพอต่อการ “กำหนดจุดซื้อ-ขาย” หรือไม่ เช่น RSI วัดอะไร MACD วัดอะไร และ RSI + VOL สัมพันธ์กันอย่างไร เป็นต้น

4. ดู Bid – Offer ไม่เป็น
Bid คือเสนอซื้อ, Offer คือเสนอขาย เปรียบเสมือน Demand – Supply นั่นเอง ส่วนการดู และสองสิ่งนี้จะต้องสัมพันธ์กับ Vol. นะครับ “หากหุ้นมีการ Offer มากๆอย่างมีนัยสำคัญให้ระมัดระวังการลงทุนนะครับ”

5. ไม่เคยเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
การเกิดทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่ๆ เกิดจากการใช้พื้นฐานความคิดของคนอื่นและนำมาประยุกต์ใช้ในแบบฉบับตัวเอง เช่น หาก MACD สามารถกำหนดจุดซื้อขายและได้กำไร 100% คนทั้งโลกก็คงจะใช้มันในการลงทุน แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะสิ เราอาจจะต้องทดลองหาเครื่องมือใหม่ๆมาประยุกต์ใช้ให้เกิดส่วนผสมที่เข้ากัน นั่นแหละคือสูตรสำเร็จของคุณ

ทฤษฎีดาว (Dow Theory by Charles H. Dow)

ทฤษฎีดาว (Dow Theory by Charles H. Dow) คือ ทฤษฎีที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของตลาดหุ้น เพื่อหาจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม หรือค้นหาการเคลื่อนไหวของทิศทางตลาดจนเกิดแนวโน้มใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงตลาดขาขึ้น และช่วงตลาดขาลง ดังนี้


ตลาดขาขึ้น

ขั้นที่ 1 – สะสม
ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นักลงทุนยังสับสน และหวาดกลัวกับการเข้าซื้อ เนื่องจากตลาดประกอบไปด้วยข่าวร้าย และมีการทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตามช่วงนี้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มทยอยซื้อสะสม เพราะราคาหุ้นมักจะมี ราคาถูก ในส่วนแรกนี้จะต้องวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง เพราะอาจเจอแรงเทขาย
ข้อสังเกตุ :: ดูที่ทิศทางราคาหากยกตัวสูงกว่าจุดต่ำสุดเดิม อาจจะเป็นไปได้ว่าตลาด อาจจะเปลี่ยนแนวโน้มใหม่ในอนาคต

ขั้นที่ 2 – การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ช่วงนี้ข่าวดีต่างๆเริ่มออกมา รวมทั้งการประกาศผลประกอบการบริษัทที่ออกมา ในเชิงบวก ปริมาณการซื้อขายต่อวันเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อตาม แนวโน้มเพิ่มขึ้น
ข้อสังเกตุ :: RSI เริ่มมีทิศทางกลับตัวขึ้นและตัดขึ้นผ่านเส้น Oversold Zone

ขั้นที่ 3 – เกินมูลค่า
ช่วงนี้หากดูจากราคาของหลักทรัพย์มักจะสูงมาก ทิศทางของราคาอาจจะทำ New high หรือทดสอบ High เดิม แต่แรงซื้อกับเบาบางหรือลดลงอย่างมีนัย สำคัญ และอาจมีแรงขายทำกำไรออกมาเป็นช่วงๆ
ข้อสังเกตุ :: RSI อยู่ใน Overbought Zone และเริ่มมีทิศทาง Sideway ส่วนทาง Volume มีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดขาลง

ขั้นที่ 1 – กระจาย
แนวโน้มหรือทิศทางของราคาทำจุดสูงสุดและมีปริมาณการซื้อขายเบาบางลง หรือมีการทดสอบจุดสูงสุดเดิมแต่ไม่ทำ New high  นักลงทุนที่ระวังตัวจะขายทำกำไรในจุดนี้ เพราะคาดว่าจะเป็นจุดกลับตัวของ ตลาด
ข้อสังเกตุ :: ทิศทางของราคาทำจุดสูงสุด เริ่มทำ Sideway และปริมาณการซื้อขาย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขั้นที่  2 – การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ช่วงนี้ข่าวร้ายต่างๆเริ่มทยอยออกมา ผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มที่แย่ลง ภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การปรับลดประมาณการ กำไรบริษัท ปรับลดประมาณการ GDP เป็นต้น
ข้อสังเกตุ :: การที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ขั้นที่ 3 – สิ้นหวัง
เป็นช่วงที่ตลาดเกิดแรงเทขาย จนทิศทางของราคา Break out จาก Trend line หรือมีการเปลี่ยนแนวโน้ม จากขาขึ้นเป็นขาลง จุดนี้นักลงทุนควรมีวินัยในการ ลงทุน ทำตามกฎ Stop loss และ Take profit อย่างเคร่งครัด
ข้อสังเกตุ :: RSI เปลี่ยนทิศทางเข้าใกล้ Oversold ปริมาณการซื้อขาย lower low

พฤติกรรมของหุ้นใน Dow Theory มักจะเกิดในรูปแบบนี้เสมอไป วนๆเวียนๆ จนเป็นวัฏจักร ฉะนั้นนักลงทุนควรหาจังหวะที่ “ถูกที่ถูกเวลา” และที่สำคัญต้องมีวินัย ในการ Take profit และ Stop loss ด้วยนะครับ