ซูมหุ้นพื้นฐานดีเทคนิคเด็ด ด้วยทฤษฎีดังระดับโลก

ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ Best Seller ระดับโลกอย่าง ‘HOW TO MAKE MONEY IN STOCKS’ จะทราบว่ามีการแชร์สูตรการหาหุ้นศักยภาพ เน้นพื้นฐานดี ราคาเด็ด จังหวะซื้ออยู่ในช่วงขาขึ้น (คือเค้าไม่เล่นหุ้นขาลงเลยอ่ะ) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็สรุปออกมาเป็น 7 ปัจจัยหลัก ที่ควรค่าแก่การศึกษามากๆๆๆ (ขออนุญาตนำมาแชร์ต่อนะจ๊ะ)

ผู้คิดค้นคือ คุณ William J. O’Neil และเค้าได้สรุปออกมาเป็น 7 ปัจจัยหลัก สร้างเป็นอักษรย่อว่า “CAN SLIM” (คุณสามารถผอม 55555)

1. C ย่อมาจาก Current quarterly earnings per share

เปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสปัจจุบันกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

2. A ย่อมาจาก Annual earnings

กำไรประจำปีเติบโตต่อเนื่องติดต่อกัน (หลายปี)

3 N ย่อมาจาก New products, New management, and New events

บริษัทต้องมีการบริหารที่มีศักยภาพด้วย รวมทั้งโปรดักส์โดดเด่นกว่าคู่แข่ง มีการตลาดที่พร้อม กระจายในวงกว้างได้สบายๆ

4. S ย่อมาจาก Small supply and large demand

เลือกหุ้นขนาดไม่ใหญ่เกินไป และมีปริมาณซื้อขาย หรือ volume เยอะด้วย… พูดง่ายๆ เมื่อถึงจังหวะขึ้น ให้ขึ้นแบบมีแรง มีพลัง วอลุ่มซัพพอร์ตให้เดินต่อไป

5. L ย่อมาจาก Leaders over laggard stocks within the same industry

“หุ้นผู้นำ” ได้เปรียบคู่แข่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน (ตรงนี้ต้องเจาะสัดส่วนมาตรฐานอื่นๆอีกทีด้วยนะ เช่น กำไรขั้นต้นมากกว่าคู่แข่ง)

6. I ย่อมาจาก Pick stocks who have institutional sponsorship

เลือกหุ้นฮิตที่กองทุนเลือกลงทุน

7. M ย่อมาจาก Determining market direction by reviewing market averages daily.

จับตาทิศทางตลาดไว้ด้วยนะ เล่นตามน้ำ ไม่เล่นสวนทาง…..ตอนตลาดพักยิ่งห้ามกระพริบตานะครัช ทำการบ้านรอไว้เลย มาเมื่อไหร่ก็….เหวี่ยงแห!! (นักลงทุนหรือคนจับปลาไม่ทราบ??)

 

และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้ทีม StockRadars นำมาสร้างเครื่องมือให้นักลงทุนใช้ด้วย

เรดาร์นี้ใช้ชื่อว่า “Selected Fundamental”

ในเรดาร์นี้ก็มีหลายๆสัญญาณที่กวาดหาหุ้นอยู่ทุกวัน ดังนี้

  • EPS Growth : กำไรต่อหุ้นไตรมาสปัจจุบัน มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40% ขึ้นไป
  • EPS Regression : กำไรต่อหุ้นไตรมาสปัจจุบัน น้อยกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40% ขึ้นไป
  • Selected Net Profit Growth : กำไรประจำปีเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 25% ติดต่อกัน 3 ปี
  • Selected ROE : อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น มีค่ามากกว่า 17%
  • Company Buyback : บริษัทซื้อหุ้นคืนภายใน 3 ปีที่ผ่านมา
  • Debt Decrease : หนี้ลดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญ กำไรไม่ลดด้วยนะ
  • Top 3 ROE of sector : อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงที่สุด 3 อันดับแรกในกลุ่มอุตสาหกรรม
  • Top 3 Profit Margin of sector : อัตรากำไรสุทธิสูงที่สุด 3 อันดับแรกในกลุ่มอุตสาหกรรม
  • Top 3 Revenue Growth of sector : ยอดขายเติบโตดีที่สุด 3 อันดับแรกในกลุ่มอุตสาหกรรม
  • Selected by Insitutional หุ้นที่กองทุนเลือกลงทุนมากที่สุด (ขอบคุณข้อมูลจาก thaimutualfund.com ครับ)

 

ลองดูเพิ่มเติมที่เมนู “Radars” กลุ่ม “Selected Fundamental” (ดาวน์โหลดฟรี คลิ๊ก)

เปิดพอร์ตออนไลน์ 15 นาที (เทรดผ่าน StockRadars) จะได้ใช้ StockRadars ฟรีทุกฟีเจอร์เล้ย (คลิ๊ก)

 

 

ตลาดลง แต่ก็ยังมีคนได้ตังค์นะ

จริงหรอว่าถ้าราคาหุ้นลงก็ยังมีคนได้ตังค์

จริงสิครับ นอกเหนือจากการซื้อหุ้นปกติ ยังมีการซื้อขายหุ้นอีกแบบครับที่เราเรียกกันว่า  SBL คือ Stock Borrow and Lending หรืออธิบายง่ายๆก็คือการยืมหุ้นมาเพื่อขายนั่นเองครับ ยืมหุ้นจะทำให้หุ้นตกแล้วได้ตังค์ได้ยังไง มาทางนี้ครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

 

 

สมมติว่าหุ้น  A มีราคา 100 บาท เราไปยืมหุ้นมาหนึ่งร้อยหุ้น ก็จะเป็นหุ้นที่ยืมทั้งหมดมูลค่า 100 X 100 หรือเท่ากับมูลค่า 10,000 บาทนั่นเอง

แต่ที่เรายืมมาคือหุ้น A จำนวน 100 หุ้นครับ เมื่อเรายืมมาเสร็จก็เอาไปขายในตลาดครับ

ทีนี้เมื่อหุ้น A ราคาปรับตัวลดลงเหลือ 50 บาท เราก็กลับเข้าไปซื้อ ซึ่งจะซื้อได้ในราคา 50 X 100 หรือเท่ากับมูลค่า 5,000 บาท พอเราเอาหุ้นไปคืนเราจึงได้ส่วนต่างมา 5,000 บาทแม้ว่าหุ้นจะลงนั่นเอง

 

จริงๆแล้วเราต้องเสียดอกเบี้ยด้วยนะครับ เวลาไปยืมหุ้นมา แต่เพื่อความสะดวกในการคำนวณ ก็เลยยังไม่เอามาคิดตอนนี้

นอกเหนือจาก SBL แล้วก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆในตลาดอีกมากครับ ที่จะช่วยให้เราได้กำไร แม้ในเวลาตลาดปรับตัวลง

ถ้าใครสนใจจะลองลงทุนแบบ SBL ลองติดต่อโบรคเกอร์ที่ท่านเปิดบัญชีอยู่นะครับ โบรคเกอร์หลักๆน่าจะมีให้บริการนี้อยู่ครับ

ตอนนี้ที่เราต้องท่องไว้ก็คือ ในสมรภูมินี้ ไม่ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงก็ยังมีคนได้ตังค์ ดังนั้น อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ครับ อย่าไว้ใจตลาด!

 

 

มารู้จักกับ Circular Flow of Income กันเถอะ!!

วันนี้ Radars Man จะพาเพื่อนๆมารู้จักกับ “Circular flow of income” หรือ “การไหลเวียนของรายได้” กันนะครับ … เริ่มจากดูภาพประกอบกันเลยน้า ระบบเศรษฐกิจและการลงทุนจะเติบโตได้ โดยจะต้องมี Key issue เหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วย

 

 

1. Households

ภาคครัวเรือน ซึ่งจะเป็นตัว Demand สำคัญ ที่สร้างทั้งผลผลิตและก่อให้เกิดรายได้ ออ … รวมทั้งก่อหนี้ NPL ด้วยนะครับ

 

2. Firms/Company

ภาคการผลิต หรือ บริษัท ซึ่งจะอยู่ใน Positioning ของ Supply และ นายจ้าง/ผู้ประกอบการ

 

3. Financial Sector

สถาบันการเงิน/ธนาคารกลางของประเทศ มีหน้าที่กำกับดูแลอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ รวมทั้งการรักษาเงินออมจากภาค Households และ ปล่อยกู้ให้กับ Firms/Company เพื่อการลงทุนอีกด้วย

 

4. Government Sector

รัฐบาล/คลัง มีหน้าที่เสริมสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับ Households และ Firms/Company ออ .. เมื่อรัฐ สร้างให้ใช้ก็ต้องมีการจ่ายกลับมา ซึ่งจะอยู่ในรูป ของ “ภาษีต่างๆ” นั่นเอง .. หากใช้ร่วมกันแล้วไม่จ่ายเค้าเรียกว่า “Free Rider” นะครับ : )

 

5. Overseas Sector

ส่วนนี้เกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยจะต้องมีการตกลงกัน เพื่อให้เกิดดุลยภาพของทุกฝ่าย ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับ Import คือ นำเข้ามาใช้ แล้วก็ต้องส่งออกไป Export เพื่อให้เกิด “Balance of trade”

 

ระบบเศรษฐกิจจะดี ก็ต่อเมื่อ 5 Factors นี้มีผลไปในทิศทางที่ดี และ ตอนนี้ละ …. สถานการณ์มันเป็นยังไง เพื่อนๆลองนำ Key ต่างๆไปทดลองสังเกตุกันดูนะครับ ด้วยความปรารถนาดี

 

 

บริษัทเอากำไร ไปทำอะไร ?

1. ชำระหนี้ (Pay for expenses)

เมื่อหนี้ลด ดอกเบี้ยที่ต้องคอยจ่ายก็จะลดลง และแน่นอนครับ ทำให้เกิดสภาพคล่องในการบริหารงานมากขึ้น

2. ขยายกิจการเพิ่มเติม (Expansion growth)

เพิ่มโอกาสการทำกำไรให้กับบริษัทครับ อาจจะเป็นการขยายกิจการได้ โดยไม่ต้อง “เพิ่มทุน” นั่นก็เหมือนกับมีหนทางทำกำไรมากขึ้น โดยใช้ทุนเท่าเดิมครับ

3. ตอบแทนผู้ถือหุ้น โดยการจ่ายปันผล (Dividend)

บางครั้งอาจจะจ่ายในรอบ 6 เดือน หรือ 12 เดือนขึ้นอยู่กับกับนโยบายแต่ละบริษัทครับ ที่สำคัญนักลงทุนบางท่าน เลือกบริษัทที่จ่ายปันผลต่อเนื่องและเติบโตขึ้นสม่ำเสมอด้วย เพราะนั่นเหมือนเพิ่มผลตอบแทนให้กับเราอีกครับ

4. ซื้อหุ้นคืน หรือเรียกภาษาบ้านๆว่า “ลดตัวหาร” (Redemption)

เป็นการแสดงศักยภาพว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้ดี จนสามารถกลับมาซื้อหุ้นคืนได้ครับ บางท่านบอกว่า ช่วงนี้เป็นเหมือนช่วงที่เขากระซิบบอกเรา ว่าผลงานเขาดีแล้วนะ จับตาดูราคาหุ้นให้ดีครับ เพราะมันอาจจะโชว์ให้พวกเราเห็นในไม่ช้า
และอีกมุมหนึ่งครับ การได้กำไรมายังทำให้อัตราส่วนต่างๆ ของหุ้นเปลี่ยนไปด้วย อย่างเช่น อัตราส่วนกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะเพิ่มขึ้น หรือ ถ้าบริษัทนำกำไรที่ได้ไปชำระหนี้ ก็จะทำให้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลงไปด้วยครับ นั่นทำให้พวกเราเห็นการเติบโตของธุรกิจนั้น ถ้าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ แล้วกำไรที่ว่ายังเติบโตสม่ำเสมอด้วย ก็ถือเป็นหุ้นเกรด A เลยครับ

 

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คืออะไร? แล้วจะส่งผลดี ผลเสียอย่างไรบ้าง?

 

วันนี้ Radars Man จะพาเพื่อนๆไปหาคำตอบกันนะครับ
ก่อนอื่น ขอแนะนำปัจจัย 3 ตัวที่เกี่ยวข้อง คือ
1. Inflation targeting หรือ อัตราเงินเฟ้อนั่นเอง ซึ่งโดยทั่วๆไปจะรักษาให้คงอยู่ในระดับ 2-3% ออ … ส่วน Deflation นี่มันคือเจ้าตัว “เงินฝืด” นะครับ
2. Policy Rate หรือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณทางการเงินของรัฐบาล โดยมี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำกับดูแลให้อยู่ภายใต้กรอบเงินเฟ้อ 3 %
3. Interest หรือ อัตราผลตอบแทน เราอาจจะรู้จักในชื่อ “ดอกเบี้ย” ซึ่งเจ้าตัวนี้แหละ ที่ทางสถาบันการเงินหรือธนาคาร ใช้เป็นกลไกในการกำหนดผลตอบแทนทางการเงินนั่นเอง
แล้วมันสัมพันธ์กันอย่างไงเอ่ย?
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีหน้าที่ดูแล เงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 2-3% หากเจ้า “เงินเฟ้อ” สูงขึ้น ก็ต้องมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดึงเงินเข้าระบบ กลับกันหาก “เงินเฟ้อ” อยู่ในระดับต่ำมากๆ หรือเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” ทาง กนง. ก็จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากนั้น .. พี่สถานบันการเงินก็จะนำมาตรการนั้นๆมาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เงินฝาก และผลตอบแทนพันธบัตร “ดอกเบี้ยต่ำ กู้ง่าย” ก็ทำให้เกิดสภาพคล่องนั่นเอง
ทีนี้ลองมาดูข้อดี – ข้อเสียกันนะครับ
ข้อดี
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการใช้มาตรการผ่อนคลายกทางการเงิน ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นการส่งสัญญาณให้สถาบันการเงินหรือธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ – เงินฝาก (ดอกเบี้ยต่ำ) ทำให้ผู้ประกอบการหรือประชาชนสามารถนำเงินเข้ามาลงทุน หรือใช้สอยในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และเมื่อมี “ดัชนี CPI หรือ Consumer Price Index” มีแน้วโน้มดีขึ้น ภาคเอกชนและชาวต่างชาติก็จะหอบเงินเข้ามาลงทุน ส่งผลให้ สมการ I จาก ( C + I + G +( X – M ) ของ GDP มีการขยายตัว จึงมีความเชื่อว่า “ระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้น” นั่นเอง
ข้อเสีย
ภาพลักษณ์หลังจากการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะสร้าง Affect ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น … อีกส่วนที่สำคัญปัจจุบัน Index ของ หนี้ครัวเรือนไทย และ หนี้ NPL มีอัตราที่สูงมาก ทำให้การปล่อยสินเชื่อของแบงก์เป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งอาจจะเพิ่มอัตราหนี้สูญในอนาคต … ออ หนี้ครัวเรือนไทยจะ Forcast การใช้จ่ายของภาคประชาชน และนักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับตัวนี้มาก เพราะ หากเปิดกิจการแล้วไม่มีคนซื้อก็ “เจ๊ง” นะครับ : )
หวังว่าเพื่อนๆคงได้ประโยชน์จากบทความดีๆ ฉบับนี้นะครับ

อะไรนะ!! มีดาวในกราฟหุ้น

 

Chart Pattern หรือรูปร่างของแท่งเทียนเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งครับ ที่นักลงทุนมักใช้เป็นสัญญาณเตือน อย่างเช่น ถ้าแท่งเทียนทำหน้าตาแบบนี้ ราคามักกลับตัวขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะ Chart Pattern เป็นสถิติที่ถูกสังเกตและวิเคราะห์ต่อ

ไม่ชัวร์ว่าถ้าแท่งเทียนทำหน้าตาแบบนี้จะเป็นแบบนั้นทุกครั้ง แต่จากสถิติ ถ้าราคาแสดงท่าทางแบบนี้ “ส่วนใหญ่” แล้วจะเป็นแบบนั้นครับ

 

ตัวอย่างเช่น

Shooting Star

จาก Uptrend แท่งเทียนมี Body เล็กๆและมีไส้เทียนยาวขึ้นไป 2 เท่าของ Body หรือยาวมากกว่านั้น มักพบในการกลับทิศของราคา แสดงการกลับทิศลง (Bearish)

 

Morning Star

เกิดจากสัญญาณต่อเนื่อง 3 แท่งเทียน โดยแท่งแรกจะเป็นสีแดงยาว แท่งที่สองเปิด Gap ลงเป็นแท่งเล็กๆ สีใดก็ได้ แท่งที่สามจะเปิด Gap ขึ้นมาเป็นแท่งสีเขียว มักแสดงถึงจุดต่ำสุดของกราฟที่พร้อมจะกลับทิศขึ้น (Bullish)

 

Evening Star

เกิดจากสัญญาณต่อเนื่อง 3 แท่งเทียน โดยแท่งแรกจะเป็นสีเขียวยาว แท่งที่สองเปิด Gap ขึ้นเป็นแท่งเล็กๆ สีใดก็ได้ แท่งที่สามจะปิด Gap ลงมาเป็นแท่งสีแดง มักแสดงถึงจุดสูงสุดของกราฟที่พร้อมจะกลับทิศลง (Bearish)

 

และดู Pattern อื่นๆเพิ่มเติมได้ที่เรดาร์ชื่อ “Candle Pattern” เพื่อหาหุ้นที่เพิ่งเกิดสัญญาณ หรือมีอีกวิธีหนึ่งครับ นั่นคือเข้าไปที่หน้ากราฟของหุ้นที่สนใจ แล้วจิ้มลงไปที่แท่งเทียนในแต่ละวัน จะเห็นว่าที่ด้านล่างจะแสดงเรดาร์ที่เจอในแต่ละวันไว้ ….และคงจะดีไม่น้อยนะครับ ถ้าเราเจอสัญญาณกลับตัวในหุ้นที่เราสนใจ

เครื่องหมายแสดงการไม่ได้รับสิทธิต่างๆ

 

เมื่อตลาดหลักทรัพย์ติดเครื่องหมายประเภทนี้ ไว้บนหลักทรัพย์ใด หมายความว่า ราคาที่ เสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่ขึ้นเครื่องหมายนั้น เป็นราคาที่ไม่รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่บริษัทผู้ออก หลักทรัพย์ให้หรือจะให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์นั้น และ ผู้ซื้อหลักทรัพย์นี้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ประเภทที่ระบุจากการ ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นที่กำลังจะเกิดขึ้น และเครื่องหมายที่ว่า มีดังนี้ครับ

 

– 😄 (Excluding Dividend) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล

– XR (Excluding Right) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่

– XW (Excluding Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์

– XS (Excluding Short-term Warrant) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้น

– XT (Excluding Transferable Subscription Right) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้

– XI (Excluding Interest) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ย

– XP (Excluding Principal) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินต้นที่บริษัทประกาศจ่ายคืนในคราวนั้น

– XA (Excluding All) : ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น

 

 

การลงทุนในหุ้น คืออะไร?

 

การที่เรามีความสนใจในธุรกิจใดๆ และมองว่าธุรกิจนั้นน่าจะมีความสามารถในการทำกำไรสูง มีการเติบโตที่ดี แต่ครั้นจะไปเปิดธุรกิจนั้นด้วยตนเอง ก็ต้องใช้ประสบการณ์ ใช้คนมากมายในการทำงาน เราก็แก้ปัญหาง่ายๆ ครับ ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจนั้นอยู่สิ! เพราะเค้ามีทั้งประสบการณ์ บุคลากร และระบบการจัดการที่เยี่ยมยอด เพียงแค่เราเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้น เราก็ถือว่าเป็นเจ้าของกิจการนั้นแล้ว

แต่การเดินดุ่มๆ เข้าบริษัทไปขอซื้อหุ้นเค้า ก็คงจะพิลึกพิลั่นไม่น้อยครับ ผมเลยขอเสนอตัวกลาง สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทต่างๆ ซึ่งตัวกลางนี้ก็คือ “ตลาดหลักทรัพย์” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ตลาดหุ้น” นั่นเอง
ครับ!! การจะเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้นได้ ต้องผ่านด่าน “โบรกเกอร์” หรือ บริษัทหลักทรัพย์ ที่เปิดให้บริการเราอยู่ โดยเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์นั้น แล้วเอาเงินเข้าไปฝากในบัญชีของเรา ก็จะสามารถทำการซื้อขายหุ้นในตลาดนี้ได้แล้ว
และข้อดีของการลงทุนในตลาดหุ้น ก็คือ มีสภาพคล่องสูงครับ ตลาดหุ้นช่วยให้เราสามารถแปลงหุ้นเป็นเงิน ขายหุ้นหนึ่ง ซื้อหุ้นสอง หรือฝากเงินเข้า ถอนเงินออกได้ง่ายๆ บางท่านใช้ตลาดหุ้นเป็นกระปุกออม ออมในหุ้น ฝากเงินทุกเดือน ลงทุนเพิ่มได้ทุกเดือน หรือบางท่านใช้ตลาดหุ้นเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยง แบ่งเงินมาลงทุนระยะสั้น หรือระยะยาว ให้เงินสร้างเงินต่อไปอีกครับ

ทำไมต้องเรดาร์ Fundamental ?

พวกเราคงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ครับว่า “เลือกหุ้นดี ต้องเลือกจากพื้นฐาน ส่วนจังหวะซื้อน่ะหรอ ต้องใช้เทคนิค” นั่นล่ะครับ!! เลยทำให้มีพวกเราขอเรดาร์สายพื้นฐานกันเข้ามาเรื่อยๆ StockRadars เลยจัดให้ซะเลย!!

 

1) Business Growth

พวกเราหลายๆ คนสนใจหาหุ้นเติบโต ซื้อแล้วถือโตไปกับมันครับ ซึ่งจะมี Factor บางอย่างที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะสนใจเป็นพิเศษ อย่างเช่น กำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันรึเปล่า? หรือผลตอบแทนต่อยอดขาย เป็นอย่างไร?

2) Dividend Yield

นอกจากอยากได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นแล้ว บางท่านยังอยากได้หุ้นที่เป็นเหมือนเครื่องผลิตเงิน ที่จะปันผลเงินออกมาให้เราอีกทางครับ อย่างบางท่านจะสนใจ หุ้นที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ หรือยิ่งกว่านั้น เงินปันผลที่จ่ายออกมา จะต้องชนะอัตราเงินเฟ้อด้วยนะ

3) Beter Than Avg. Radars

หุ้นดีหรอ? ดีขนาดไหน? ดีเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นรึเปล่า? นั่นล่ะครับ!! เรดาร์นี้จะเอาอัตราส่วนของหุ้นมาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย คัดหุ้นที่ดีกว่ามาตรฐานออกมาให้ อย่างเช่น อัตรากำไรขึ้นต้น (Gross Profit Margin) มากกว่าค่าเฉลี่ยของ Sector นั้น แสดงความได้เปรียบทางการแข่งขันมาให้เราดูครับ
และภายในเรดาร์ใหญ่ ก็มีเรดาร์ย่อยแตกออกไปอีก ลองกดเข้าไปดู และจิ้มดูความหมายของเรดาร์นั้นได้ที่ตัว i ด้านบนของทุกหน้าเลยครับ
แอบกระซิบ :: นอกจากดูจากเมนู Radars ได้แล้ว ยังสามารถเข้าไปสร้างเรดาร์ฉบับตัวเองได้อีก ที่เมนู Radars Builder ครับ!! อยากได้สูตรเฉพาะตัว เรดาร์หุ้นออกมาให้ทุกวัน ก็ลองสร้างดู และลิสต์ทั้งหมดจะไปอยู่ใน Your Radars ฮะ