เล่นหุ้น ต้องเก่งคณิตศาสตร์หรอ?

 ถ้าพูดถึงหุ้นดูเหมือนจะมีแต่ตัวเลข คนเล่นหุ้นต้องเก่งเลข คำนวณเก่งแน่ๆ
….หลายคนคิดแบบนั้น แต่หารู้ไม่ จริงๆแล้วคณิตศาสตร์ในหุ้น มีเนื้อหาไม่เกิน ป.4
คณิตศาสตร์ที่นักลงทุนใช้ ส่วนใหญ่จะเป็น “บวก ลบ คูณ หารระคน” หรือ “การหาค่าเฉลี่ย”
แหม๊ ก็จริงอยู่ที่ตัวเลขเยอะเกิน แต่ก็อย่าลืมว่าตัวเลขส่วนใหญ่ถูกคำนวณมาให้เสร็จสรรพแล้ว
ถ้าคุณสังเกตุดีๆ สิ่งที่ยาก! หิน! หฤโหดสุดๆ คงไม่ใช่ตัวเลขหลักล้าน แต่เป็น “การคิดวิเคราะห์” และ  “มองหาโอกาส” จากตัวเลขเหล่านั้นมากกว่า
(ตาลายๆๆๆ) ผมขออนุญาตยกตัวอย่างค่ามาตรฐานหลายๆค่าทีนักลงทุนควรรู้!! ค่าไหนที่ควรมาก ค่าไหนควรน้อย หรือค่าไหนควรต่ำ 1
…มาไล่ดูกัน!!

รู้ไว้ก่อน ควรต่ำ 1

  • Debt to Equity : D/E

คือ หนี้สิน (Debt) ต่อ ทุน (Equity) พูดง่ายๆ เอาหนี้สินมาเทียบกับทุน ถ้าหนี้มากค่า D/E ก็สูง ซึ่งหากสูงเกินไปจะมีความเสี่ยงหลายๆอย่างเกิดขึ้นอีก เช่น ความเสี่ยงต่อการบริหารสภาพคล่อง (หนี้เยอะปัญหาแยะน่ะนะ) ฉะนั้น D/E ที่เหมาะสม จึงควรต่ำกว่า 1 (ถ้าหนี้น้อยกว่าทุน หารยังไงก็ต่ำกว่า 1)

  •  Price to Book Value : P/BV
คือ ราคาหุ้น (Price) ต่อ มูลค่าทางบัญชี (Book Value) อันนี้เราไม่ต้องคำนวณมูลค่าทางบัญชีเองนะ ใจเย็นๆๆๆ ทุกบริษัทจดทะเบียนมี “P/BV” ของตัวเองที่ถูกคำนวณตามงบการเงินล่าสุดของบริษัท (ทุกๆ 3 เดือน) ซึ่งหากเราซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำกว่า 1  หรือ ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี พูดง่ายๆ ซื้อที่ราคาเหมาะสมที่สุด ราคานี้ไม่ได้ถูกใส่อารมณ์ตลาดเข้าไปด้วย ซึ่งโดยปกติที่นักลงทุนเชื่อมั่นกันก็คือ P/BV ยิ่งต่ำกว่า 1 จะยิ่งดี

รู้ไว้ก่อน “ยิ่งต่ำ ยิ่งดี”

  • Price/Earning per Share : P/E

คือ ราคาหุ้น (Price) ต่อ กำไรต่อหุ้น (Earnings per share) ส่วนใหญ่จะยึดค่านี้เป็นการประมาณว่า “ถ้าซื้อหุ้นที่ราคานี้ แล้วถือกี่ปีถึงจะคืนทุน” (ถึงจุดสมดุลของกำไรมั้ง 55555) คิดง่ายๆตามนี้นะ สมมุติๆ ถ้า P/E 3 เท่า คือ ราคาแพงกว่ากำไร 3 เท่า…..ถ้ากำไร 3 ครั้ง ก็ได้ราคาหุ้น 1 รอบ นั่นก็ “คืนทุนแล้ว” ยิ่งถ้าถือจนกำไรมาอีก ก็ยิ้มสิครัช ^^ ดังนั้น P/E ยิ่งต่ำจะยิ่งดีนะ


รู้ไว้ก่อน “ยิ่งสูง ยิ่งดี”

  • Gross Profit Margin : GPM
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คิดจาก กำไรขั้นต้น หารด้วย รายได้จากการขาย …พูดสั้นๆนะ “กำไรขั้นต้น” ก็คือรายได้ที่หักต้นทุนขายออก ..เสร็จแล้วก็จับมาเทียบเป็นเปอร์เซ็นกับรายได้อีกที นั่นก็คือ ถ้ากำไรมีสัดส่วนมากก็จะถือว่าเจ๋ง ยิ่งมากกว่าคู่แข่งด้วยแล้ว ดีเลิศ! (หน่วยเป็น % นะ)
  • Net Profit Margin : NPM
    อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) คิดจาก กำไรสุทธิ หารด้วย รายได้ …..เดี๋ยวๆๆๆ แล้วกำไรตรงนี้ “ไม่เท่ากับ” กำไรขั้นต้น (ข้างบนนะ)….กำไรสุทธิ = กำไรขั้นต้น – (ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร + ดอกเบี้ยภาษี) ก่อน ซึ่ง NPM ยิ่งสูงจะยิ่งดี แสดงว่ากำไรหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษีออกไปแล้วเอามาเทียบกับรายได้ แล้วยังโออยู่ (หน่วยเป็น % นะ)
  • Return to Assets : ROA

กำไรสุทธิ (Net Profit) เทียบกับ สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท (Assets) เหมือนพูดถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทว่าบริษัทสามารถเอาสินทรัพย์ ไปสร้าง “กำไร” ได้ดีแค่ไหน

  • Return to Equity : ROE

กำไรสุทธิ (Net Profit)  เทียบกับ ส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งนักลงทุนระดับตำนานอย่างคุณปู่บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญกับ ROE เป็นอย่างมาก โดยปกติค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12-15% และต้องมีความต่อเนื่องหลายๆปี

  • Earning per Share : EPS

กำไรสุทธิ เทียบกับ จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้ว ง่ายๆก็เหมือนเอากำไรมาแบ่งให้หุ้นแต่ละหุ้นแล้วเป็นอย่างไร EPS ยิ่งมากก็จะยิ่งดี

  • Current Ratio
    อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) คิดจาก สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) ÷ หนี้สินหมุนเวียน (CL)
    ซึ่งสินทรัพย์หมุนเวียนที่ว่าก็คือ เงินสด, ลูกหนี้ หรือ สินค้าคงเหลือวัด ถ้าสินทรัพย์อันนี้มากกว่าหนี้สินหมุนเวียน ก็หมายความว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ดี และค่าที่ถือว่าใช้ได้ ก็คือ 2
ทั้งหมดก็ประมาณนี้ครับ ยังไงผมก็ยังคิดว่าคณิตศาสตร์ในหุ้นไม่ต้องใช้ความรู้คณิตศาสตร์อย่างแคลคูลัส ดิฟสมการอะไรเลย เพียงแค่บวกลบคูณหาร อ่านค่า แล้ววิเคราะห์ต่อเท่านั้นเอง
เป็นนักลงทุนต้องรอบคอบ ใช้ความเข้าใจ แล้วไปต่อ!! โชคดีในการลงทุนทุกท่านฮะ

StockRadars เข้าถึงเรื่องหุ้นได้ทุกอุปกรณ์ สะดวก-ง่าย-เร็ว

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดเล่นหุ้น หรือมือเก๋าเซียนหุ้น ใครๆก็อยากเล่นหุ้นด้วยอุปกรณ์ที่ตัวเองสะดวกทั้งนั้นเนอะ บางคนชอบดูหุ้นผ่านคอมตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊ค บางคนชอบใช้สมาร์ทโฟน บางคนชอบใช้ไอแพด บางคนยังไม่รู้จะเริ่มใช้อุปกรณ์ไหนดี? (บางทีก็อยากลองมันทุกแบบ 555)

ไม่ต้องคิดหนักต่อไปแล้วนะ! เพราะวันนี้ StockRadars นั้นไซร้ใช้เล่นหุ้นได้ทุกอุปกรณ์เลย! (จุดพลุรัวๆ) ทุกคนสามารถเข้าถึงเรื่องหุ้นได้ทุกช่องทางที่ตัวเองสะดวกที่สุด! ไม่ว่าออนไลน์ผ่านเว็บก็ดี หรือชอบดูผ่านแอปก็ได้

แค่มีบัญชีของโบรกเกอร์ที่รองรับ StockRadars เท่านั้นเอง (Globlex และ RHB ไง)

 

ซึ่ง StockRadars เปิดให้ใช้ครอบคลุมอุปกรณ์เล่นหุ้นยอดฮิตแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคอมตั้งโต๊ะ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต รองรับทุกระบบตั้งแต่ PC, iOS และ Android

เรียกได้ว่า ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา จะเที่ยวอยู่ จะกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือ ไปต่างประเทศ ก็เข้าถึงเรื่องหุ้นได้สบายหายห่วง

รองรับระบบ iOS

  • iPhone
  • iPad

(ดาวน์โหลด)

รองรับระบบ Android

  • Smartphone ระบบ Android
  • Tablet รวมถึง Galaxy Note รุ่นต่างๆ

(ดาวน์โหลด)

รองรับระบบ PC

  • Computer Desktop / Notebook ระบบ Windows
  • Mac OS X

(ดาวน์โหลด)

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ของเราได้อีกด้วยนะรู้ยัง!! คลิกเลย www.stockradars.co/trade เข้าปุ๊บ ล็อคอินบัญชี Globlex หรือ RHB ปั๊บ ก็ซื้อขายหุ้นได้แบบลื่นปรื้ดๆ

.

เรียกได้ว่า ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา

จะเที่ยวอยู่ จะกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือ ไปต่างประเทศ ก็เข้าถึงเรื่องหุ้นได้สบายหายห่วง

มาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัว StockRadars เราสิ แล้วเรื่องหุ้นจะเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆก็ลงทุนได้สบ๊ายย ^^

3 หุ้นใหญ่ พุ่งไกลในรอบปี

ไม่ใช่ทุกครั้งที่ตลาดร้อนระอุ ดัชนีพุ่งไกล แล้วหุ้นตัวใหญ่จะพุ่งด้วย

หลายๆคนจับตา “หุ้นร้อนแรง” แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ร้อนจนเกินไป และควรมีปริมาณผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือ Free Float พอประมาณ…..พูดตรงๆก็คือให้ซื้อง่าย ขายคล่อง ราคาไม่แกว่งจนมึนหัว

ซึ่ง ณ สถานการณ์ตอนนี้ (26 มกราคม 2560) ดัชนี SET อยู่แถวๆ 1,600 (ร้อนแรงลวกมือเลยนะ)

มีหุ้นใหญ่ในกลุ่ม “SET100” เพียง 3 หุ้นเท่านั้น ที่วิ่งแรงไปกับดัชนี

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าหุ้น 3 ตัวนี้จะวิ่งแรงมากๆต่อไปอีก 100 ปีนะจ๊ะ (ใจเย็นๆไว้ก่อน)

รายชื่อหุ้นที่ออกมานี้ เกิดจากการสร้าง “Radars Builder” ปล่อยสัญญาณเรดาร์ออกไปกวาดหาหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม “SET100” และที่สำคัญราคาตอนนี้ต้องอยู่จุดสูงสุดถ้าเทียบกับราคาใน 1 ปีที่ผ่านมาด้วย

เริ่มต้นที่นี่

จะเห็นว่าในหุ้น 100 ตัว มีอยู่เพียง 3 ตัวเท่านั้นที่ราคาแร๊งงงงง และ

  • อยู่ในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) คือ PTT และ EGCO
  • อยู่ในหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) คือ AMATA

 

ก็คงต้องติดตามตอนต่อไปว่าจะฮอตและร้อนแรงไปอีกนานแค่ไหน.. ยังไงก็ลองหาหุ้นเด็ดด้วยตัวเองได้เลยนะทุกท่าน (เผื่อจะเจอตอนเย็นๆ 55555) ฟรี

รู้ทันหุ้นฮอตก่อนใคร “LINE FINANCE Radars”

เอาจริงๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่นักลงทุนขาดไม่ได้เลยก็คือ “ต้องทันต่อเหตุการณ์” อยู่เสมอ ทั้งในมุมของข่าวที่ควรรู้ หรือ บทวิเคราะห์ที่ควรทราบ และยิ่งกว่านั้น หุ้นไหนเด็ด หุ้นไหนดัง ห้ามพลาด!!

จึงได้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง StockRadars กับ LINE FINANCE ในการพัฒนาบริการใหม่ที่จะมาช่วยเติมเต็มให้คุณ “รู้ทันหุ้นฮอตก่อนใคร”

LINE FINANCE Radars

เป็นฟีเจอร์ใหม่ ใช้ง่ายๆ หลังจากแอดเฟรนกันเป็นที่เรียบร้อย (เพิ่มเพื่อนด้วย QR Code ได้นะ)

(เป็นเพื่อนกันแล้ว ก็ทำความรู้จักกันก่อนนิดนึง)

จากนั้นถ้าอยากอัพเดทหุ้นร้อน “รู้ทันหุ้นฮอตก่อนใคร” ก็แค่พิมพ์คำว่า “Radars” ส่งเข้าไป จะถูกตอบกลับมาเป็นรายชื่อหุ้นที่กำลังฮอต คนกำลังสนใจ ว่ากันง่ายๆ ภายใน 1 วันที่ผ่านมาเนี่ย หุ้นตัวนี้คนพูดถึงกันให้แซ่ด!!

 

และอย่าลืมว่าในทุกๆชั่วโมง ก็จะมีการอัพเดตเรดาร์ใหม่ หุ้นที่เคยฮอตก็อาจจะเปลี่ยนหน้าไปบ้าง นี่แหละที่สำคัญ!! เพราะนักลงทุน “ต้องทันต่อเหตุการณ์” และ “รู้ทันหุ้นฮอตก่อนใคร”

.

.

.

เพิ่มเติม :: ลองอ่านบล็อกสอนใช้ LINE FINANCE ง่ายๆได้ที่นี่นะ

 

8 ข้อแตกต่างระหว่าง คนเล่นหุ้น กับ คนลงทุนหุ้น

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อน ว่าบทความนี้ไม่ได้หมายความว่าทำแบบไหนผิด แบบไหนถูกนะ เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่างพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างกันระหว่าง “คนเล่นหุ้น” กับ “คนลงทุนหุ้น”

เพราะสุดท้ายไม่มีกฏตายตัวในการลงทุน ไม่มีทฤษฎีไหนถูกต้อง 100% ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเองที่จะปรับมุมมองและกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับตนเองเท่านั้น

1. “เลือกหุ้นเร็ว ตัวไหนจะขึ้น ซื้อทันที” กับ “เลือกหุ้นช้า รอได้ ซื้อที่ราคาเหมาะสม”
 
2. “รู้จักแค่ชื่อย่อหุ้น” กับ “รู้จักธุรกิจที่บริษัทนั้นทำ”
3. “จำกัดกำไร ไม่จำกัดความเสี่ยง” กับ “จำกัดความเสี่ยง ไม่จำกัดกำไร”
 
4. “เรื่องหุ้นง่าย ไม่ต้องวางแผน” กับ “เรื่องหุ้นง่าย แต่ต้องศึกษาให้ดี”
5. “ซื้อขายหุ้นเร็ว ใช้จินตนาการ” กับ “ซื้อขายหุ้นช้า ใช้แผน มองรอบด้าน”
6. “เชื่อคนง่าย ใครว่าดีก็ตาม” กับ “เชื่อคนง่าย แต่อ่านประกาศจากตลาดฯทุกครั้ง”
7. “ตลาดหุ้นเป็นตลาดพนัน” กับ “ตลาดหุ้นเป็นที่ให้เงินทำงาน”
8. “กำไรรีบขาย ขาดทุนรีบถือ” กับ “กำไรรีบถือ ขาดทุนรีบขาย”

เรียนรู้จากอดีต ::: ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (2559)

“ปีใหม่แล้ว ที่แล้ว แล้วไป”
หลายๆเรื่องก็ปล่อยให้ “แล้วไป” ได้นะ
แต่ถ้ากับเรื่องหุ้น…
มาเรียนรู้จากอดีตกันดีกว่าาาาาาา ว่าในปีที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และปู่ SET ขยับขึ้นขยับลงตอบสนองรึเปล่านะ??


Timeline 4Jan-30Dec 2016 (final)

 

4 มกราคม – ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง จากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง
11 มกราคม – ดัชนี SET ทำจุดต่ำสุดที่ 1,220.96 จุด
18 มกราคม – ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.25-0.50%
19 กุมภาพันธ์ – ดัชนีปรับขึนมากที่สุด +1.94%
7 เมษายน – กบง.ประกาศตรึงราคา LPG
13 มิถุนายน – Big Lot หุ้น AAV
24 มิถุนายน – ผลประชามติของชาวอังกฤษที่ต้องการออกจากอียู
22 กรกฎาคม – ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.25-0.50%
15 สิงหาคม – ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดที่ 1,558.32 จุด
5 กันยายน – ดัชนีมีการปรับลงมากที่สุด -2.21%
14 กันยายน – กนง.มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.5% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 พร้อมประกาศปรับการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ จาก 3.1% เพิ่มเป็น 3.2%
20-21 กันยายน – ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบที่หกของปี 2559
8 พฤศจิกายน – เลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา
23 ธันวาคม – อาฟเตอร์ ยู (AU) เปิดเทรดวันแรกราคาดีดชนซิลลิ่ง 200%

เริ่มต้นกองทุนรวมง่ายๆ ด้วย FundRadars

“กองทุนรวม” ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2520 โดยบลจ.เอ็มเอฟซี ภายใต้ชื่อกองทุนสินภิญโญ ขนาดกองทุน 100 ล้านบาทและมีอายุโครงการ 10 ปี …นั่นเป็นกองทุนแรก ปัจจุบันมีกองทุนรวมในประเทศไทยมากกว่า 1,000 กองทุน (โอ้มายก๊อด!)

การลงทุนในกองทุนรวมง่ายสุดๆ และมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งประหยัดเวลา และยังใช้เงินน้อย แค่ฝากเงินไว้ที่มืออาชีพให้เขาไปลงทุนต่อแล้วเฉลี่ยผลตอบแทนมาคืนผู้ถือหน่วยลงทุน

15205740_10206940500021541_1639487960_o

FundRadars ทำเรื่องลงทุนเป็นเรื่องง่าย

แอปพลิเคชั่นเปิดให้ใช้ฟรี รองรับระบบ iOS และ Android เป็นตัวช่วยให้การลงทุนในกองทุนรวมง่ายยิ่งขึ้น มีพร้อมทั้ง “เรดาร์” คัดเลือกกองทุนที่โดดเด่นในด้านต่างๆมาให้ รวมถึงแสดงสถิติของกองทุนเหล่านั้นอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งข่าวและบทความที่น่าสนใจ ให้คุณรู้จักแต่ละกองทุนได้ภายใน นาที

15134040_10153856550840807_1023038614_o

ถ้าดาวน์โหลดมาแล้ว ด้านบนสุดจะเจอกับข่าวและบทความเกี่ยวกับกองทุนรวมให้อัพเดท

ถัดลงมานิดหน่อย มีตัวย่อวางเรียงแนวนอน ให้เลือกช่วงเวลาแสดงผลประกอบการย้อนหลังของกองทุน

fundradars-time

1 วัน (1D)

1 เดือน (1M)

3 เดือน (3M)

6 เดือน (6M)

ตั้งแต่ต้นปีถึงวันนี้ (YTD)

1 ปี (1Y)

3 ปี (3Y)

5 ปี (5Y)

ถ้าเลือกกรอบเวลาที่ต้องการแล้ว เรดาร์ด้านล่างก็จะรีเซตผลประกอบการย้อนหลังให้ใหม่ทั้งหมด

ยิ่งกว่านั้นถ้าสนใจกองทุนไหน เข้าไปรู้จักกองทุนนั้นได้ทันที ซึ่งในหน้าโปรไฟล์ของแต่ละกองทุนเต็มไปด้วยข้อมูลทางสถิติอย่างครบถ้วน แต่ไม่ต้องกังวลไป ตัวเลขที่ดูยากถูกพลิกเป็นภาพดีไซน์แบบสบายๆ ทำให้อ่านและรู้จักกองทุนได้เร็วขึ้นมาก พร้อมทั้งมีลิ้งค์อ่านหนังสือชี้ชวนของกองทุนนั้นๆ ถ้าสนใจกองไหนสามารถลงทะเบียนซื้อกองทุนได้ด้วย

15134027_10153856636340807_1340720373_o

แต่ก่อนลงทุนอย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งกองทุนรวมมีระดับความเสี่ยงมาตรฐาน 8 ระดับ บอกไว้ในหนังสือชี้ชวนด้วยนะ

risklevel

ซึ่งความเสี่ยงนี้ จะถูกนำมาใช้ประกอบกับระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ที่ต้องทำการประเมินทุกครั้งก่อนการซื้อกองทุน (ลองทำดูนะ) โดยคะแนนที่ได้ จะช่วยประเมินในเบื้องต้นว่า กองทุนประเภทไหน ที่จะเหมาะกับระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุนมากที่สุด

เพราะเรื่องลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเงินเฟ้อสูงดอกเบี้ยต่ำ แล้วเดินสะบัดบ๊อบไปพร้อมๆกันนะ (เกี่ยวไร) 55555

จัดเต็ม! สอนใช้ LINE FINANCE

LINE Thailand จับมือกับ Fintech ชั้นนำ เปิดให้ทดลองใช้ LINE FINANCE แล้ว วันนี้! โดย LINE FINANCE เป็นช่องทางให้บริการข้อมูล ข่าวสาร บทความ เพื่อเป็นความรู้ ประกอบการตัดสินใจ พร้อมทั้งรวมกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการเงิน ส่งตรงให้เราผ่าน LINE FINANCE Official Account ในแอปพลิเคชั่น LINE ค่ะ

ซึ่งทางทีมงาน StockRadars ก็ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา LINE FINANCE เพื่อให้มีตัวช่วยให้ทุกท่านเข้าถึงข้อมูลการเงินได้ง่ายขึ้น…โดยขั้นแรก หลังจากแอดเฟรนแล้วจะมีข้อความส่งมาทำความรู้จัก ถามความต้องการของคุณ เพื่อที่ LINE FINANCE จะส่งข่าวสารมาให้เหมาะกับเราที่สุด
welcomemsg2a

หลังจากนั้นเมื่อเราพิมพ์ชื่อหุ้น ชื่อกองทุน หรือ keyword ไป LINE FINANCE ก็จะมี bot ตอบคำถามเราทันที โดยระบบจะตอบกลับมาเป็นภาพรวมของหุ้นที่เราขอไป โดยมีการแสดงราคาเป็นแบบ delayed 15 mins รวมถึงมีกราฟราคาระหว่างวัน และข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับหุ้นนั้น ซึ่งถ้าสนใจ ก็สามารถกดลงไปบนภาพเพื่อให้แสดงข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ
line-finance-01

ซึ่งดีเริ่ดมากๆ ที่เราสามารถกดที่ภาพต่อไปได้อีก…. พร้อมนะ!! ตามมาๆ

1. กดที่ชื่อหุ้น (แถบสีเขียวด้านบน) จะเป็นข้อมูลให้เรารู้จักหุ้นนี้ได้คร่าวๆ เกี่ยวกับธุรกิจที่บริษัทนี้ทำว่าตกลงบริษัทนี้เขาทำอะไรกันแน่ มีกิจการอยู่ในธุรกิจกลุ่มไหน อยู่ในกลุ่ม SET50 หรือ SET100 หรือไม่ และถ้ากด See more ต่อไป จะดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ StockRadars ค่ะ

14522126_10153724713250807_2393805_o

2. กดที่กราฟ เพื่อเจาะลึกการเคลื่อนไหวของราคาได้ทันที โดยเมื่อเรากดไปที่แท่งเทียนแท่งไหน ก็จะขึ้นข้อมูลในวันนั้นมาให้ และถ้าเรากด See more ต่อไป จะดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ StockRadars ค่ะ
14572118_10153724716355807_757182107_o

3. กดที่โลโก้ StockRadars จากภาพแรกที่ระบบตอบกลับมา จะมีตัวเลขที่อยู่กลางวงกลม ซึ่งคือจำนวนเรดาร์ที่ตรวจจับได้ว่าหุ้นตัวนี้มีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นบ้าง และโปรดสังเกต…ข้างๆมีเมนู QUOTE ที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับผลดำเนินงานของบริษัทอยู่ด้วยนะ
14572096_10153724731355807_510456823_o

4. กดที่โลโก้ Jitta เพื่อดูต่อว่าหุ้นนี้ได้คะแนน Jitta score เท่าไหร่
14599774_10153724737055807_1616554040_o

5. Setting Alert ให้ LINE ส่ง notification เข้ามาหาเรา (ตึ่งดึ๋ง) โดยวิธีเซตค่าก็ง๊าย ง่าย แค่กดตรง “ระฆัง” ถ้าราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ ให้ระฆังดังขึ้นมา…ตึ่งดึ๋ง (อีกและ 55555) เรียกได้ว่าไม่ต้องคอยเฝ้าตลาด แต่เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยมาเตือนผ่านไลน์ได้ตลอดเวลา
14585816_10153724743115807_483109806_o

6. Related news สรุปข่าวจากแหล่งข่าวชั้นนำ เช่น ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ และ Money Channel
14572121_10153724747570807_1259512455_o

และอีกจุดที่สำคัญก็ต้องนี่เลย… Menu
14550840_10153724756110807_1087387028_o

อยากรู้จัก LINE FINANCE มากขึ้น คลิ๊กที่พี่บราวน์ได้เลย (about us) หรืออยากแก้ไขคำตอบที่เราตอบไปตอนเริ่มใช้ เข้าไปแก้ไขได้ที่น้องโคนี่นะคะ (profile settings) และ alert ที่เราตั้งไว้ จะมารวมอยู่ที่คุณมูน (notification settings)
.
.

และนอกจากนี้ LINE FINANCE ยังมีพันธมิตรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, Stock2morrow, Jitta, Finnomena และ Money Channel ที่จะคอยส่งข้อมูลดีๆมาให้ เพื่อให้ทุกท่านลงทุนได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดก็ประมาณนี้ค่ะ… แอดเฟรนใน LINE ได้ด้วย QR Code นี้เลย

linefin

 

สถิติการซื้อขายหุ้นไทยของต่างชาติ

อย่างนักลงทุนอย่างเราๆทราบกันครับ….ต่างชาติซื้อขายหุ้นไทยรายวันค่อนข้างเยอะ ยิ่งถ้าลองย้อนดูสถิติการซื้อขายของต่างชาติตั้งแต่ปี 2538 ก็จะพบว่า.. โห! เดือนนึงเค้าซื้อขายหุ้นเราหลายแสนล้านบาทเลยนะ! …ก็เลยอยากแชร์ให้พวกท่านรู้ด้วยว่าภายใน 21 ปีที่ผ่านมา มีเดือนไหนที่ต่างชาติขยับเยอะ ขยับน้อย และเดือนที่ดัชนีขึ้นพีคสุดๆ ต่างชาติทำอะไรอยู่

ซึ่ง Time Machine นี้เราใช้เป็นกราฟ Period : Month ครับ คือแท่งเทียน 1 แท่งเป็นการขยับของราคาใน 1 เดือนนั้น (สามารถกดตั้งค่าได้ที่มุมบนด้านซ้ายรูปเฟือง setting แล้วเปลี่ยน period กราฟได้เลยครับ)

การซื้อขายของต่างชาติที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ

.

1) ในเดือนที่ต่างชาติซื้อมากที่สุด (2016-03-01) Val : BUY 331,594.79 MB , SELL 305,141.77 MB
2) ในเดือนที่ต่างชาติซื้อและขายน้อยที่สุด เป็นเดือนเดียวกัน (2000-12-01) Val : BUY 9,571.30 MB, SELL 10,790.10 MB
3) ในเดือนที่ต่างชาติขายมากที่สุด (2013-06-01) Val : SELL 317,528.43 MB, BUY 262,036.14 MB
4) ในเดือนที่ดัชนีต่ำสุดที่ 204.59 จุด (1998-09-01) Val : BUY 14,149.48 MB, SELL 12,061.39 MB
5) ในเดือนที่ดัชนีสูงสุดที่ 1,649.77 จุด (2013-05-01) Val : BUY 251,561.75 MB, SELL 256,709.11 MB

14484878_666773096815699_8961324880695453042_n

และล่าสุด ถ้าลองย้อนดูภายใน 1 ปีที่ผ่านมา (5 ต.ค. 58-4 ต.ค. 59) จะเห็นว่าต่างชาติซื้อสะสมหุ้นไทยในตลาด SET+mai ไปเยอะที่สุด รองลงมาคือบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และที่ขายสะสมมากสุดๆ ก็ผมเอง เอ้ย! 55555555 รายย่อยในประเทศนั่นเอง และผู้ที่่ขายสะสมรองลงมาก็คือกลุ่มสถาบันในประเทศ….. แต่เดี๋ยวๆ ลองสังเกตอีกนิดนึงนะ….ที่เส้นประในภาพ คือ SET Index ลองวิเคราะห์ได้ต่อนะครับว่าตอนที่ SET ขึ้นแรงๆ กลุ่มไหนนำ และตอน SET ลง เป็นฝีมือของใคร เอ้ย! ไม่ขนาดนั้น 555555

สุดท้ายต้องขอบคุณข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ด้วยครับ>> http://www.set.or.th/th/market/market_statistics.html